07 Aug

บันทึกของตากล้อง ตอนที่3 – ตากล้องใจร้าย

cover7

 
วันก่อนผมออกไปข้างนอก พอกลับเข้ามาก็เห็นรอยเท้าแมวปริศนาเหลืองอร่ามเดินวนไปวนมา แม้กระทั่งผ้านวมขาวสะอาดบนเตียงก็ยังมีรอยพอเอามือแตะๆดู เฮ่ย..นี้มันขี้นี่หว่า !?

 
ตอนเด็กๆพี่เส้ามีปัญหาในการทรงตัว เท้าหลังชอบไปเหยียบย่ำอุนจิตัวเองในขณะที่อยู่ในกระบะทราย (ทุกวันนี้ก็ยังคงเป็นอยู่ อรี๊ยยยๆๆๆๆๆๆๆๆ)

 

เพราะฉะนั้นผมจึงต้องรีบอุ้มพี่เค้าออกมาทุกครั้งหลังจากที่อึเสร็จ
แล้วผมก็ต้องรีบตักใส่ถุงพลาสติกทิ้งขยะในทันใดถ้าปล่อยไว้อาจจะได้ผ้าปูที่นอนลายใหม่อีกแน่แท้

 
เอาเป็นว่าถ้าผมได้ยินเสียงขุดทรายแมวดัง แควก แควก เมื่อไหร่
รู้แล้วล่ะว่าผมต้องวิ่งไปเฝ้าติดขอบชิดประดุจได้ที่นั่งริงไซด์ใกล้ขอบทรายแมวกันเลยทีเดียว

 
นี้นอกจากตอนกลางคืนผมจะต้องคอยระวังตัวเองไม่ให้นอนทับเส้าหลินขี้แตกบนเตียงแล้วต้องมาคอยระวังไม่ให้ขาหลังของกอลั่มไปเหยียบขี้ตัวเองอีกรึเนี่ยย

โอ้ว..อาตแมว ช่วยลูกด้วย

 
 

 p8

 
 
ใช่สิ! เรายังมีรูมเมทอีกคนนึงนี้หน่าาา เค้าจะต้องช่วยเราแบ่งเบาภาระต่างๆได้แน่ภาพลักษณ์ของหญิงสาวคนนึง ที่ก่อนหน้านี้ได้แสดงอาการประหนึ่งว่าใจจะขาดรอนๆหากไม่ได้ลูกแมวมาไว้ครอบครองที่ข้างกาย ชีวิตนี้คงต้องสิ้นชีวาเป็นแน่แท้

 
โอ้ว เสียงเพลงฮาเลลูย่าดังกึกก้องในทันใด ประตูหน้าต่างทุกบานเปิดขึ้นพรึ่บพรั่บแสงแดดแห่งสวรรค์สีขาวสาดส่องเค้ามาทุกรอบด้าน

ฮาาาาเลลูย่า ฮาาเลลูย่า ฮาเลลูย่า ชวิ้งงงงงงง…

 
ผมหันไปหารูมเมทผู้ซึ่งเป็นต้นเหตุให้มีแมวมาอยู่ในห้องนี้ด้วยความเร็วสูงคอที่หมุนไปเกือบจะเคล็ดเล็กน้อย แต่ยังไม่ทันจะได้ทำสายตาเว้าวอนใส่ ภาพที่เห็นคือ…

 
ผู้หญิงคนนึงนั่งไขว้ห้าง จกขนม ดูทีวีไปพลาง พร้อมกับกระดิกเท้า งึกๆๆ

 
….ฮึ….

 
อารมณ์ตอนนั้นยอมรับว่าสิ้นหวังเล็กๆด้วยความเหนื่อยและต้องมาทำอะไรแบบนี้ทุกๆวันซ้ำๆ ผมจึงเผลอหลุดปากพูดออกไปว่า…

 
 

 
“เค้าว่าเราไม่เหมาะที่จะเลี้ยงแมวหว่ะ”

 
 
บรรยากาศในห้องตอนนั้นช่างอึมครึมเสียงเพลงฮาเลลูย่าเงียบหายไปตั้งแต่ตอนไหนก็ไม่รู้ รูมเมทหันมามองหน้าผม แล้วพูดขึ้นมาประโยคนึงว่า…

 
“มีญาติของเพื่อนคนนึง เค้ารักแมวมาก มีบ้านหลังใหญ่ น่าจะโอเคสำหรับเส้าหลินนะ”

 
พอพูดเสร็จแล้วก็ยกโทรศัพท์โทรหาเพื่อนของเค้าทันที ถามไปถามมา ทางนั้นเค้าก็โอเค พร้อมที่จะรับเลี้ยงเส้าหลินต่อให้พรุ่งนี้เช้าเพื่อนจะอาสามารับเส้าหลินพาไปส่งบ้านใหม่ให้เอง

 
 

 

….
..
.

 
 

 
แควก แควก.. เสียงเส้าหลินลงกระบะทรายเตรียมจะขี้อีกแล้วสินะ..
ผมเดินไปหาเส้าหลินพร้อมกับนึกในใจ นี้คงเป็นการเก็บอึครั้งสุดท้ายแล้วใช่ไหม

 
ต่อไปนี้เส้าหลินก็จะมีที่วิ่งเล่นกว้างขวางขึ้น ได้กินอาหารดีๆ
พอกันทีเดือนกว่าๆที่มาอุดอู้อยู่แต่ในห้องแคบๆนี้ส่วนผมก็คงมีเวลาทำอะไรได้มากกว่านี้ ได้ออกไปเที่ยวนานๆ มีเวลาอยู่กับเพื่อนฝูงมากขึ้น อืม…

 

เย็นวันนั้นผมเก็บชามข้าวสีเหลืองของเส้าหลินใส่ถุงพลาสติก
เตรียมตะกร้ามีผ้านุ่มๆผืนเล็กๆที่เส้าหลินชอบนอนใส่เอาไว้ให้
อาหารเม็ดยี่ห้อโปรดมัดปากถุงเตรียมส่งมอบให้เจ้าของใหม่…

 
 

 
 p9

 
 
คืนนั้นผมอนุญาติให้เส้าหลินขึ้นมาบนเตียงได้
ผมอุ้มเส้าหลินตัวกระเปี๊ยกมาไว้ที่บนหน้าอก
เสียงหายใจดัง ครื๊ดๆๆๆทุกวันนี้ผมยังจำเสียงนั้นได้ดี
ผมลูบหัวเส้าหลิน ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ลูบ ลูบ คิดซ้ำไปซ้ำมา

 
จินตนาการนึกภาพว่าเส้าหลินไปอยู่ที่บ้านหลังใหญ่จะสบายจริงๆรึป่าวนะ
แมวตัวอื่นจะมารังแกรึป่าว หมาจะกัดไหม?
เจ้าของใหม่จะมาเก็บอึให้เส้าหลินเหมือนอย่างที่เราคอยเก็บรึป่าว

 
อยู่ๆน้ำตาของผมก็ไหล……

 
.
.
.

 
“ไม่ให้แล้ว…”

 
เสียงผมสั่นเครือจุกอยู่ในลำคอ
รูมเมทหันมามองด้วยความสงสัย

 
.
.
.

 
“ไม่ให้แล้ว ไม่ให้เส้าหลินไปไหนแล้ว!”

 
.
.
.

 
คืนนั้นเราสามชีวิต นอนกอดกันในห้องเล็กๆ
มันช่างมีความสุขกว่าทุกคืนที่ผ่านมาเสียเหลือเกิน

 

..
.

 
เหตุการณ์ในครั้งนั้น ทำให้ผมตระหนักว่าช่วงเวลาเริ่มต้นแบบนั้น
มันช่างเป็นอะไรที่ยากลำบากมาก
มันทั้งทดสอบความอดทน ความรับผิดชอบต่อสิ่งมีชีวิตเล็กๆชีวิตนึง

 
แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่ผ่านตรงนั้นมาได้แล้ว
ต่อให้เส้าหลินจะดื้อ จะซน หรือจะเหยียบขี้อีกสักเป็นร้อยครั้ง
ผมก็ไม่เบื่อและเหนื่อยอีกต่อไปแล้วล่ะ

 
และถ้าถามว่าทำไม ?

 
ผมก็ตอบไม่ได้เหมือนกัน…
แควก แควก…

 
ขอตัวไปเก็บอึก่อนนะครับ…

 
 

 
จบ Season แรก


 
p10

 
p11

 
p12

 

Johnson the utmost that we can threaten to one another is that death which, indeed, we may precipitate.